เพิ่มประสิทธิภาพให้กับชิ้นงานโฆษณาของคุณท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงด้านการโฆษณาดิจิทัล

การเปลี่ยนแปลงด้านการโฆษณาดิจิทัลในแวดวงธุรกิจครั้งล่าสุดได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถของธุรกิจในการใช้งบประมาณการโฆษณาอย่างคุ้มค่าท่ามกลางช่วงเวลาที่มีความท้าทายเป็นทุนเดิมอยู่ก่อนแล้ว การเปลี่ยนแปลงต่างๆ อย่างข้อบังคับด้านความเป็นส่วนตัวรูปแบบใหม่ ข้อกำหนดด้านสิทธิ์การอนุญาตบนแอพ และการทยอยเลิกใช้งานคุกกี้ ทั้งหมดนี้ทำให้ข้อมูลที่สามารถนำไปใช้ขับเคลื่อนการโฆษณาที่ปรับให้เหมาะกับผู้คนบนโลกออนไลน์นั้นมีน้อยลง

การโฆษณาที่ปรับให้เหมาะกับแต่ละบุคคลช่วยให้ผู้คนได้ค้นพบสินค้าและแบรนด์ใหม่ๆ ทั้งยังช่วยให้ธุรกิจทุกขนาด ไม่ใช่แค่ธุรกิจที่มีงบประมาณมากที่สุดเพียงกลุ่มเดียวสามารถเข้าถึงผู้คนที่มีแนวโน้มจะสนใจสิ่งที่พวกเขานำเสนออีกด้วย

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จึงหมายความว่า ธุรกิจต่างๆ อาจหาลูกค้าได้ยากขึ้นและใช้งบประมาณมากขึ้นตามมา วิธีหนึ่งที่จะช่วยลดผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงที่มีต่อประสิทธิภาพของแคมเปญได้คือการดำเนินการกับชิ้นงานโฆษณา ซึ่งหมายถึงสาระสำคัญ องค์ประกอบภาพ และรูปแบบโฆษณาที่ทำให้แบรนด์ของคุณดูมีชีวิตชีวา

องค์ประกอบต่างๆ ของชิ้นงานโฆษณามีศักยภาพในการดึงดูดความสนใจ สร้างสายสัมพันธ์ระหว่างผู้คน ตลอดจนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของแคมเปญ การทดสอบองค์ประกอบต่างๆ อย่างข้อความและรูปภาพเพื่อเรียนรู้ว่ากลุ่มเป้าหมายของคุณชื่นชอบสิ่งใดมากที่สุดจึงเป็นสิ่งสำคัญเมื่อคุณเผยแพร่แคมเปญโฆษณา โดยเราได้สังเกตแคมเปญโฆษณามากกว่า 14,700 รายการที่ทดสอบองค์ประกอบชิ้นงานโฆษณา 2 กลุ่มที่แตกต่างกัน ผลการทดสอบเผยให้เห็นว่าชิ้นงานโฆษณาของแคมเปญที่มีประสิทธิภาพมากกว่า ซึ่งหมายถึงชิ้นงานโฆษณาของแคมเปญที่กระตุ้นให้ผู้คนดำเนินการได้มากกว่านั้นมีค่าเฉลี่ยของผลลัพธ์ดังต่อไปนี้

  • ต้นทุนต่อการคลิกลิงก์ลดลง 19%
  • ต้นทุนต่อคอนเวอร์ชั่นบนเว็บไซต์ลดลง 21%
  • ต้นทุนต่อการติดตั้งแอพลดลง 27%1

สิ่งสำคัญที่เราควรจำก็คือ ความแตกต่างเพียงเล็กน้อยขององค์ประกอบของชิ้นงานโฆษณาที่เราใส่ลงในโฆษณาอาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของแคมเปญได้

เราเข้าใจดีว่าการพัฒนาและจัดการชิ้นงานโฆษณาเป็นเรื่องท้าทาย มีค่าใช้จ่ายสูง และใช้เวลามากเพียงใด ด้วยเหตุนี้ การคำนึงถึงหลักปฏิบัติที่ดีที่สุดอยู่เสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญเมื่อเราพัฒนาชิ้นงานโฆษณาและแคมเปญของตนเอง

เคล็ดลับและเครื่องมือบางส่วนที่จะช่วยให้เราทำตามหลักปฏิบัติที่ดีที่สุดเหล่านั้นได้มีดังต่อไปนี้

1.เชื่อมต่อกับกลุ่มเป้าหมายผ่านวิดีโอ

ไม่ว่าเป้าหมายของเราจะเป็นการกระตุ้นการดำเนินการ เช่น ยอดขาย เพิ่มยอดการเข้าถึงหรือจำนวนผู้ติดตาม หรือลดต้นทุนต่อการดำเนินการ (CPA) การเพิ่มวิดีโอลงในแคมเปญสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในส่วนนี้ได้ เนื่องจากผู้คนใช้เวลา 50% จากเวลาทั้งหมดของตนบน Facebook ไปกับการรับชมวิดีโอและ Reels เองก็เติบโตบนแพลตฟอร์มนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเช่นกัน2 เราได้เรียนรู้ว่าแคมเปญภาพนิ่งที่เพิ่มวิดีโอเข้าไปได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามีประสิทธิภาพมากกว่าแคมเปญภาพนิ่งหรือแคมเปญที่ใช้รูปภาพเพียงอย่างเดียว อีกทั้งการวิเคราะห์ที่จัดทำโดย Meta เองก็ค้นพบด้วยเช่นกันว่า 7 ใน 10 ของการศึกษาแบรนด์ลิฟท์ ซึ่งหมายถึงการศึกษาผลกระทบของโฆษณาที่มีต่อการกระตุ้นให้ดำเนินการ ระบุว่าแคมเปญที่มีวิดีโอจะกระตุ้นคอนเวอร์ชั่นได้มากกว่า ซึ่งรวมไปถึงการติดตั้งแอพ การซื้อทางออนไลน์ และข้อมูลลูกค้าที่เพิ่มขึ้น

เคล็ดลับ: เราไม่จำเป็นต้องใช้ชิ้นงานโฆษณาแบบวิดีโอใหม่ทั้งหมด เราสามารถประหยัดเวลาและต้นทุนการผลิตได้ด้วยการนำองค์ประกอบที่มีอยู่แล้วมาใช้ในรูปแบบใหม่และนำชิ้นงานโฆษณาในอดีตที่มีประสิทธิภาพดีมาใช้ซ้ำ

เมื่อเราสร้างโฆษณาจากเพจธุรกิจบน Facebook หรือบัญชีมืออาชีพบน Instagram ให้เราแตะที่ปุ่ม "โปรโมทโพสต์" บนโพสต์ต่างๆ ที่ต้องการเพื่อนำโพสต์ที่มีอยู่ซึ่งมีวิดีโออยู่ในนั้นไปสร้างเป็นโฆษณา นอกจากนี้ คุณยังสามารถตัดวิดีโอที่มีอยู่ให้สั้นลงเพื่อโฟกัสเฉพาะบางส่วน หรือสร้างวิดีโอจากรูปภาพที่มีอยู่โดยใช้ชุดสร้างสรรค์วิดีโอผ่านปุ่ม "สร้างวิดีโอ" ในตัวจัดการโฆษณาได้อีกด้วย

สำหรับ Meta Business Suite ให้เราแตะ "เพิ่มวิดีโอ" เมื่อต้องการกำหนดเวลาเผยแพร่โพสต์เพื่อเปลี่ยนรูปภาพเดี่ยวให้กลายเป็นวิดีโอที่น่าสนใจ โดยเราจะเพิ่มเครื่องมือจากภายนอกแบบเนทีฟเพื่อให้คุณสามารถใช้งานเทมเพลตวิดีโอแบบสำเร็จรูปได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ อย่าลืมอนุญาตสิทธิ์การเข้าถึง Instagram ในแอพ Meta Business Suite บนมือถือเพื่อให้เราจัดการทั้งบัญชี Instagram และ Facebook ได้อย่างมีประสิทธิภาพในที่เดียว

2.บอกเล่าเรื่องราวที่สนุกสนานโดยใช้ Reels เพื่อให้ผู้คนค้นพบเรา

เมื่อช่วงสิ้นปีที่แล้ว เราพบว่า Reels สร้างการเติบโตด้านการมีส่วนร่วมให้กับ Instagram มากที่สุด โดยผู้คนใช้เวลามากกว่า 20% ในการรับชม Reels บน Instagram วิดีโอใน Reels นั้นแตกต่างจากวิดีโอทั่วไป โดยจะอยู่ในรูปแบบแนวตั้งเพื่อให้เหมาะกับโทรศัพท์มือถือ มีการนำวิดีโอและดนตรีมาใช้คู่กัน ให้ความรู้สึกแบบเต็มอรรถรส และที่สำคัญที่สุดเลยก็คือมอบความบันเทิงให้กับผู้ชม ทั้งนี้ เราได้วิเคราะห์โฆษณาในคลิป Reels มากกว่า 1 ล้านชิ้นและพบว่า โฆษณาที่สร้างมาเพื่อ Reels โดยเฉพาะจะมี CPA ต่ำกว่าและการใช้วิดีโอในแนวตั้งจะทำให้โฆษณามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยมี CPA สำหรับ Reels ลดลง 48% โดยเฉลี่ย
เล่น-0:43การตั้งค่ามุมมองเพิ่มเติมเข้าสู่โหมดเต็มหน้าจอเปิดเสียง

เคล็ดลับ: ลองสร้างคลิป Reels ที่ให้ทั้งข้อมูลและความบันเทิง คลิป Reels ที่มีประสิทธิภาพจะให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในรูปแบบที่น่าสนใจและกระตุ้นให้กลุ่มเป้าหมายอยากรู้จักแบรนด์ของเรามากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ บัญชีบน Instagram มากกว่า 45% มีการโต้ตอบกับคลิป Reels อย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง

ลองพิจารณาประเด็นต่อไปนี้ที่จะช่วยเราเรื่องการระดมความคิดในหัวข้อต่างๆ

  • คำถามใดบ้างที่คุณมักจะได้รับจากลูกค้า
  • ลองสร้างคลิป Reels ตอบ 3 คำถามที่พบบ่อยที่สุด
  • คุณกำลังจะเปิดตัวสินค้าหรือบริการใหม่หรือไม่ ลองสร้างคลิป Reels ที่นำเสนอวิธีที่ลูกค้าสามารถใช้งานสินค้าหรือบริการของคุณ 3 วิธี

3.ดึงดูดความสนใจของผู้คนขณะใช้งานมือถือ

ดึงดูดความสนใจของกลุ่มเป้าหมายขณะใช้งานมือถือ เนื่องจากการสร้างโฆษณาสำหรับกลุ่มเป้าหมายที่ใช้มือถือเป็นหลัก ไม่ว่าเราจะสร้างชิ้นงานโฆษณาใหม่หรือนำของที่มีอยู่แล้วมาใช้นั้นสามารถเพิ่มการมีส่วนร่วมได้

  • ใช้ข้อความที่สื่อสารได้อย่างชัดเจน เรียบเรียงข้อความที่มีใจความเดียวและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์โฆษณาเพื่อให้มั่นใจว่าข้อความดังกล่าวจะจูงใจกลุ่มเป้าหมายของเราได้ รวมถึงทดลองใช้โฆษณาแบบวิดีโอที่สั้นลงและนำเสนอใจความสำคัญอย่างรวดเร็วเพื่อให้เราเพิ่มจำนวนข้อมูลลูกค้าและข้อความได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเราพบว่าวิดีโอที่มีขนาดสั้นลงสัมพันธ์กับ CPA ที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่หากคไม่มั่นใจว่าโฆษณาแบบใดที่จะโดนใจกลุ่มเป้าหมาย เราสามารถสร้างโพสต์โฆษณาในเวอร์ชั่นที่แตกต่างกันโดยใช้การทดสอบ A/B ใน Meta Business Suite เพื่อค้นหาโพสต์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดได้
  • ปรับชิ้นงานโฆษณาให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย หากเราใช้รูปภาพหรือวิดีโอรายการเดียวในแคมเปญ เราสามารถแสดงรูปภาพหรือวิดีโอในรูปแบบที่แตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคลโดยอิงจากรูปแบบที่พวกเขามีแนวโน้มจะตอบสนองด้วยมากที่สุดได้โดยใช้ "การเพิ่มประสิทธิภาพมาตรฐาน" ในชิ้นงานโฆษณา Meta Advantage+ เครื่องมือชิ้นนี้จะรวมชุดการปรับชิ้นงานโฆษณาให้เหมาะสมไว้ในที่เดียวเพื่อให้สะดวกต่อการใช้งาน โดยเราพบว่าการใช้ฟีเจอร์นี้จะส่งผลให้ CPA ในแคมเปญที่ใช้การปรับให้เหมาะสมกับการคลิกลิงก์ จำนวนการดูแลนดิ้งเพจ และคอนเวอร์ชั่นนอกเว็บไซต์ลดลง 3% โดยเฉลี่ย
  • เตรียมรับความสำเร็จจากองค์ประกอบภาพ มีส่วนร่วมกับผู้คนผ่านคอนเทนต์ของเราด้วยการเรียกความสนใจจากพวกเขา จากนั้นจึงนำเสนอคอนเทนต์ให้โดดเด่น รวมถึงสร้างคอนเทนต์ในแนวตั้งและเพิ่มองค์ประกอบที่ชวนให้หลงใหลที่แสดงถึงสีและบุคลิกของธุรกิจเพื่อดึงดูดความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งหากคุณเตรียมที่จะลงโฆษณาบน Instagram Stories คุณก็สามารถใช้เทมเพลตสตอรี่แบบอัตโนมัติเพื่อแปลงสื่อต่างๆ ที่ไม่ได้อยู่ในอัตราส่วนกว้างยาว 9:16 ให้พอดีกับพื้นที่แนวตั้งแบบเต็มหน้าจอได้
  • นำเสนอแบรนด์ให้โดดเด่น การแสดงโลโก้และองค์ประกอบอื่นๆ ของแบรนด์ เช่น สีหรือชุดแบบอักษร จะช่วยให้เราดูโดดเด่นจากธุรกิจอื่นๆ ทั้งยังสร้างความเชื่อมั่นและการจดจำให้กับลูกค้าอีกด้วย โดยการวิเคราะห์การศึกษาแบรนด์ลิฟท์ 35 รายการพบว่า แคมเปญที่ใช้ชิ้นงานโฆษณาที่เหมาะสำหรับมือถือจะมีการรับรู้แบรนด์เพิ่มขึ้น 2 เท่าเมื่อเทียบกับแคมเปญที่เผยแพร่ชิ้นงานโฆษณาที่ไม่ได้ปรับให้เหมาะสำหรับมือถือ
  • โฟกัสที่การดำเนินการ เราต้องการให้กลุ่มเป้าหมายทำอะไร อย่าลืมตรวจสอบให้แน่ใจว่าโฆษณาของคุณสื่อสารอย่างชัดเจนแล้วว่าต้องการให้กลุ่มเป้าหมายดำเนินการอะไร โดยเราอาจใช้อะไรง่ายๆ เช่น การกระตุ้นให้ดำเนินการ เป็นต้น

4.ให้ผู้คนค้นพบเราในตำแหน่งการจัดวางต่างๆ

Meta มีหลากหลายตำแหน่งการจัดวางให้เราได้โปรโมทธุรกิจของตนเองผ่านทางโฆษณา ไม่ว่าจะเป็นฟีด สตอรี่ ไปจนถึง Reels นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้การปรับชิ้นงานโฆษณาตามตำแหน่งการแสดงโฆษณาเป็นสิ่งสำคัญ หากเราต้องการควบคุมการปรับชิ้นงานโฆษณาให้เหมาะสมได้มากขึ้น ฟีเจอร์ "การปรับแต่งองค์ประกอบสำหรับตำแหน่งการจัดวาง" ในตัวจัดการโฆษณาจะช่วยให้เราปรับแต่งองค์ประกอบต่างๆ และนำหลักปฏิบัติที่ดีที่สุดไปใช้กับตำแหน่งการจัดวางทั้งบน Facebook, Messenger หรือ Instagram ได้ โดยเราสามารถกระตุ้นการโต้ตอบกับกลุ่มเป้าหมายและเพิ่มประสิทธิภาพของแคมเปญได้ด้วยการใช้เครื่องมือชิ้นนี้ ซึ่งจะช่วยให้เรามั่นใจว่าโฆษณาจะเผยแพร่ในตำแหน่งต่างๆ ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้


ไม่ว่าเราจะเป็นมืออาชีพด้านวิดีโอหรือกำลังทดลองสร้างคลิป Reels เป็นครั้งแรก ขอให้เรานึกถึงหลักปฏิบัติที่ดีที่สุดไว้เสมอ แล้วเราจะมาแบ่งปันความรู้และหลักปฏิบัติที่ดีที่สุดเพิ่มเติมที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของแคมเปญ ตลอดจนลงทุนในวิธีการต่างๆ ที่จะทำให้เราสร้างองค์ประกอบชิ้นงานโฆษณาได้ง่ายยิ่งขึ้นต่อไปในระหว่างที่ระบบนิเวศโฆษณาเปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่องเช่นนี้กันในอนาคต